kusoldharmphuket
Facebook    Webmail     

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

ประวัติเทพเจ้าองค์โป๊ยจุนเชี้ยฮุด

อริยประวัติองค์ฮ้อเอียฮุ้งเซี้ยโจ้ว

วันที่ 2011-09-12 09:44:34


องค์ฮ้อเฮี๊ยฮุ้งฮุดโจ้ว หรือ เซี๊ยโจ้ว เดิมท่านเป็นชาวลิ้มอัง (ปัจจุบันเมืองหั่งจิว )มณฑลเจี๊ยกกัง นามเดิมว่า นายซุ้ง แซ่โต๋ว (หรือนายอิ๊ก แซ่กัว) เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับท่าน เล้าแป๊ะอุง (ในนาม เล่งบ๊วยเอี๊ย ตลาดใหม่เยาวราช ) ในสมัย ราชวงค์หยวน บ้านเมืองมีการก่อกบฏขึ้นต่างฝ่ายต่างแย่งชิงอำนาจเพื่อหวังครองแผ่นดิน ท่านโต๋วซุ้ง(เซี๊ยโจ้ว) และท่านเล้าแป๊ะอุง ได้พากันออกจากสำนักอาจารย์แสวงหาเจ้านายโดย ท่านโต๋วซุ้ง (เซี๊ยโจ้ว) ได้ดูดวงดาวบนท้องฟ้าทราบว่า ตั้งอิ้วเหลียงเสวยดาวจี้มุ้ย (ดาวฤกษ์) เป็นดาวจรัสแสงมาจุติคือ ผู้มีบุญบารมีที่จะครองแผ่นดิน ส่วนท่านเล้าแป๊ะอุงคำนวณดวงชาตาของจูง้วนเจียงเสวยดาวเทียงเก้า(ดาวราหู) มาจุติ ดังนั้นท่านเล้าแป๊ะอุง จึงเข้าร่วมกับ จูง้วนเจียง ทั้งสองจึงจำเป็นต้องอยู่คนละฝ่ายทั้ง ตั้งอิ้วเหลียงและจูง้วนเจียง ต่างแย่งชิงกันเป็นใหญ่ทำให้เกิดศึกทั่วทั้งแผ่นดิน จากมณฑลฮ้อน้ำเรื่อย ไปจนถึงฮังฮุยเจี๊ยกกังและกังไซ ทำศึกกันอยู่หลายปี แผนการรบท่านโต๋วซุ้ง (เซี๊ยโจ้ว) ต้องการเดินทัพไปทาง เมืองหน่ำเกีย แล้วเข้าโจมตีแต่ถูกตั้งอิ้วเหลียง คัดค้าน โดยให้สร้างกองเรือและให้โจมตี เมืองหน่ำเกีย ฆ่าฟันผู้คนล้มตายจำนวนมาก ท่านเซี๊ยโจ้วและเตียตังเปียง พยายามห้ามปรามแต่ ตั้งอิ้วเหลียงไม่ฟังกลับทวีความรุ่นแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อเดินทัพมาถึง เมืองกิ้วกัง ท่านเซี๊ยโจ้ว รู้สึกระอาต่อความดื้อรั้นของตั้งอิ้วเหลียงจึงคิดตีจากแต่ด้วยจิตใจที่มีความจงรักภักดีจึงมิอาจทรยศนายได้ตลอดระยะเวลาที่ทำศึกในทะเลสาบพวงเอี๊ยง ของตั้งอิ้วเหลียง โดย ท่านเซี๊ยโจ้วเป็นเสนาธิการได้รับชัยชนะถึง 99 ครั้ง แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ในการศึกครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นครั้งสำคัญในการชี้ชะตาแพ้ชนะท่านเซี๊ยโจ้ว ได้คำนวณและได้รู้ว่าขุนพลฟ้าทั้งสองจะต้องเหลือเพียงหนึ่งเดียว โดยดวงชะตาของตั้งอิ้วเหลียงนั้นถึงฆาต เพื่อให้พ้นเคราะห์กรรมจึงได้บอก ตั้งอิ้วเหลียงให้หลบซ่อนตัวในที่ลับใต้ท้องเรืออย่าออกไปสู้รบจนกว่าจะพันเคราะห์ ในการรบดำเนินไปจนถึงเที่ยงวันต่างฝ่ายต่างลั่นกลองเสียงดังสนั่นไปทั่ว ตั้งอิ้วเหลียง มีบุญแต่วาสนาน้อย อารมณ์ร้อนรุนแรง ถูกด่าและยั่วยุต่างๆนานา จนลืมคำเตือนของ เซี๊ยโจ้ว อดทนไม่ไหวจึงใช้กำลังเปิดท้องเรือโผล่หัวขึ้นมา ในที่สุด ตั้งอิ้วเหลียง ก็ถูกลูกเกาทัณฑ์โหมยิงใส่อย่างบ้าคลั่งต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย ท่านเซี๊ยโจ้ว ประสบเหตุการณ์ได้ถอนใจและรำพันว่า “ เจ้านายข้ามีบุญ แต่ไร้วาสนาไม่เชื่อฟังคำเตือนจึงต้องพ่ายแพ้เช่นนี้ ” จูง้วนเจียง เมื่อได้รับชัยชนะก็สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ ตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ ชื่อ ราชวงศ์หมิง ท่านเล้าแป๊ะอุง มิอาจลืมบทเรียนความพ่ายแพ้ถึง 99 ครั้ง ทำให้ยกย่องและยอมนับถือท่านเซี๊ยโจ้ว เป็นอันมาก เนื่องจาก ท่านเซี๊ยโจ้ว มีความรอบรู้เกี่ยวกับเรื่อง ฮวงจุ้ย จึงผันแปรชีวิตตนเอง มาเป็นซินแสฮวงจุ้ย เริ่มต้นได้มาพักอาศัยกับเศรษฐี แซ่เฮ้ง ได้ช่วยดูสร้างศาลบรรพชนจนถึงขั้นตอนยกคลานเอก ท่านเซี๊ยโจ้ว ได้คำนวณและรู้ว่าจักรพรรดิ จูง้วนเจียง และ ท่านเล้าแป๊ะอุง กำลังเดินทางมาพบตนที่นี่เพื่อเชิญให้ไปช่วยราชการบ้านเมืองแต ่ ท่านเซี๊ยโจ้ว ตัดสินใจทิ้งบุญวาสนาทางโลกไม่สนใจยศถาบรรศักดิ์ ไม่ยอมเป็น ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย จึงคิดที่จะหลบหนี ก่อนที่จะจากไป ท่านเซี๊ยโจ้ว พุดกับเศรษฐี แซ่เฮ้ง ว่า * ข้ามีธุระที่ต้องล่องลงใต้พรุ่งนี้ * และก็ถึงเวลาที่จะต้องยกคานเอกด้วย แต่ไม่เป็นไรจะมีผู้มีบุญญาธิการสองคนเดินทางมาที่นี่ ขอให้ท่านเศรษฐี จัดเตรียมอาหารไว้คอยต้อนรับ หลังจากรินสุราให้สามจอกแล้ว ให้ท่าน * รีบยกคานเอกขึ้น จากนั้นจงเชิญคนทั้งสองอวยพรให้กับท่าน คนทั้งสองนี้เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน หากได้รับจากเขา อนาคตท่านจะมีบุญวาสนามาก * ก่อนที่ท่านเซี๊ยโจ้ว จะจากไปได้ฝากจดหมายปิดผนึก โดยขอให้ท่านเศรษฐี ช่วยมอบให้คนที่มีอายุมากกว่า ข้อความในจดหมายเขียนว่า *ภารกิจเสร็จสิ้นให้จากไปหากแม้นไม่มีภัยมาใกล้ตัว *, ( ต่อมาเมื่อ จูง้วนเจียง เกิดความหวาดระแวงขุนพลและเสนาบดีที่ใกล้ชิด ก็ได้สั่งประหารบุคคลเหล่านี้ ท่านเล้าแป๊ะอุง นึกถึงคำเตือนของท่านเซี๊ยโจ้ว จึงหลบหนีด้วยการลาออกจากราชการแล้วผันตัวเองมาเป็นซินแสฮวงจุ้ย จนได้ฉายาว่า เล่งบ๊วยเอี๊ย ) * จากนั้น ท่านเซี๊ยโจ้ว ก็อำลาลงทางใต้ มีคำกลอนเขียนไว้ว่า * มุ่งลงใต้ให้ดาวเดือนเป็นเพือนข้า ต้องฟันฝ่าธารน้ำใสไปให้ถึง รอยลี้ลับนับน้อยนิดคิดคำนึง มีบุญจึงได้พบพานกับท่านเอย * ครั้นถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น ได้มีบุคคลสองคนแต่งกายเรียบร้อยหน้าตาภูมิฐานมาถามหา เซี๊ยโจ้ว ท่านเศรษฐี แซ่เฮ้ง ได้เชิญบุคคลทั้งสองเข้ารับประทานอาหาร เนื่องจากได้เดินทางมาไกลเหน็ดเหนื่อย ท้องกำลังหิว จึงตอบรับคำเชิญ ภายหลังดื่มสุราแล้ว ท่านเศรษฐี แซ่เฮ้ง ได้ฤกษ์ยกคานเอกขึ้น พร้อมทั้งเชิญท่านทั้งสองกล่าวอวยพร ตามคำแนะนำของท่านเซี๊ยโจ้ว ทั้งสองลังเลแต่เพราะท่านเศรษฐี แซ่เฮ้ง เป็นผู้มีน้ำใจและสัตย์ซื่อ จึงได้เล่าเรื่องที่ ท่านเซี๊ยโจ้ว สั่งไว้ให้ฟังจนหมดสิ้น ความจริงแล้วท่านทั้งสอง ท่านหนึ่งคือ จักรพรรดิจูง้วนเจียง อีกท่านคือเสนาบดีเล้าแป๊ะอุง ทั้งสองแต่งกายเยี่ยงสามัญชนเพื่อตามหาท่านเซี๊ยโจ้ว ไปช่วยราชการแผ่นดินเมื่อมาถึงไม่พบก็รู้สึกแค้นเคืองที่หลบหน้าแต่กับแนะนำให้อวยพรแก่สามัญชน ท่านเล้าแป๊ะอุง จึงทูลว่ารับประทานอาหารสุราเขาแล้ว ก็ควรอวยพรให้เขา ว่าแล้วคนทั้งสองก็ลุกขึ้นยืน แล้วเอามือแตะคานจักรพรรดิจูง้วนเจียง อวยพรว่า บุตรนับพันหลานนับหมื่น ท่านเล้าแป๊ะอุง กล่าวต่อว่า ร่ำรวยอายุยืน ท่านเศรษฐี แซ่เฮ้ง จึงเรียนเชิญให้แต่งกลอน เนื่องจากจูง้วนเจียง ยังแค้นเคืองท่านเซี๊ยโจ้ว อยู่จึงพูดแบบปะชดไปว่า ภรรยาตายก่อนสามี บุตรตายหลังบิดา ท่านเล้าแป๊ะอุง แต่งต่อว่า ชนรุ่นก่อนมีบุญ คนรุ่นหลังเจริญ เสวยสุขทรัพย์สินเพิ่มพูน พร้อมกับพูดว่าดี ๆ จูง้วนเจียง จึงถามว่าข้าพูดคีตรงไหน ท่านเล้าแป๊ะอุง กล่าวว่า เจ้านายประกาศิต คำพูดล้วนดีทั้งนั้น ภรรยาตายก่อนสามี ถือว่ามีบุญลูกตายหลังพ่อ ก็เข้าหลักเกณฑ์ที่ดี จูง้วนเจียง ฟังดูแล้วจึงพยักหน้าและว่าดีใช้ได้ ดังนั้นคนรุ่นหลังเวลาสร้างบ้าน สร้างศาลบรรพชน บนคานจะเขียนคำว่า บุตรนับพันหลานนับหมื่น ร่ำรวยอายุยืน หรือไม่ก็เขียนว่า ชนรุ่นก่อนมีบุญคนรุ่นหลังเจริญ เสวยสุขทรัพย์เพิ่มพูล ( ต่อมาได้ข่าว ท่านเศรษฐี แซ่เฮ้ง และภรรยามีอายุยืน กว่าร้อยปีมีลูกหลานมากมายฐานะก็เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป ) หลังจาก ท่านเซี๊ยโจ้ว ได้ออกจากบ้านหน่ำเกียแล้ว เดินทางมายังเมืองฮกเกี้ยนข้ามแม่น้ำสำคัญ ๆ ถึง 3 สายแล้วจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ฮ้อเอี๊ยฮุ้ง และแกล้งทำเป็นคนสติฟั่นเฟือน ปล่อยผมเผ้าให้ยาวรุงรัง เสื้อผ้าใส่ก็ไม่ซัก มีเหาขึ้นเต็มหัว จุดประสงค์เพื่อปกปิดฐานะได้ร่อนเร่พเนจรไปตามที่ต่างๆ จากเหนือจรดใต้ จนมาถึงเมืองแต้จิ๋วท่านเซี๊ยโจ้ว ได้สร้างคุณประโยชน์ต่างๆให้ชาวบ้านมากมาย ท่านเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าและเชี่ยวชาญเรื่องฮวงจุ้ยเป็นอย่างดี เพียงได้เห็นรูปร่างของภูเขา สายน้ำไหลในรัศมีหลายสิบลี้ ท่านก็รู้ตำแหน่งของหลุมฝังศพควรอยู่ที่ใดและกระแสพลังแผ่นดินเป็นอย่างไรรวมทั้งทิศทางเป็นมงคลและ อัปมงคลก็คำนวณได้อย่างแม่นยำไม่ผิดเพี้ยนกิตติศัพท์ของท่านจึงป็นที่เลื่องลือ ดังนั้นในแถบเมืองแต ้จิ๋วต่างก็เชิญท่านไปตั้งประตูเมืองบ้าง ศาลบรรพชน สุสาน นับวันทวีมากขึ้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ คนที่เชิญท่านเซี๊ยโจ้ว เชื่อตามคำแนะนำ ก็เจริญรุ่งเรือง ดังนั้นชาวบ้านจึง ขนานนามท่านว่า ซักบ้อเซียน มีเรื่องราวปาฎิหาริย์มายมาก กล่าวคือ ที่อำเภอเตี่ยดัง หมู่บ้านท่ำเซ็ง บ้านแซ่ซุง มาเชิญท่านเซี๊ยโจ้ว ให้ไปสร้างฮวงจุ้ยของบรรพชนท่านเซี๊ยโจ้ว เดินหาชัยภูมิที่เหมาะสมจนมาถึงภูเขา หมู่บ้านพังจิว จึงได้ชัยภูมิที่ต้องการเมื่อสร้างฮวงจุ้ยเสร็จเรียบร้อยก็หาฤกษ์ให้ฝังอัฐิ ท่านเซี๊ยโจ้ว ได้ออกอุบายโดยบอกกับเจ้าของว่า มีธุระจะต้องไปก่อนและสั่งไว้ว่า * เมื่อเห็นคนขี่ม้าขาวผ่านมาทางหน้าสุสาน ก็ให้รีบนำอัฐิลงฝังทันทีอย่าให้พลาด * วันนั้น คนบ้านแซ่ซุงได้รอจนตะวันจะพลบค่ำแล้วก็เห็นคนจูงม้าขาวเดินผ่านหน้าสุสานมา จุงคิดว่านี่ฤกษ์ที่ท่านเซี๊ยโจ้ว บอกไว้รีบสั่งคนงานให้นำหีบทองลงฝังแล้วกลบด้วยดินและทรายจนเกือบจะเสร็จสิ้น ทันใดนั้นมีคนขี่ม้าขาวมาผ่านหน้าสุสานทำให้ทุกคนแปลกใจ ภายหลังท่านเซี๊ยโจ้ว กลับมาจากธุระก็พูดว่า * ไม่ใช่คนจูงม้าแต่เป็นคนขี่ม้าต่างหาก * นับว่าตระกูลแซ่ซุงมีวาสนาน้อย เดิมทีชัยภูมินี้ซ้ายมือมีม้าสวรรค์ ขวามือมีพู่กันบัณฑิต กล่าวคือ จะได้บุตรชายสองคน ที่มีความสามารถ ระดับจอหงวน ฝ่ายบู๊คนหนึ่งฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งมียศศักดิ์ทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ทว่าพลาดโอกาสไปแล้ว เมื่อมังกรคู่กลายเป็นหงษ์ ก็จะได้บุตรีที่มีวาสนา การที่ท่านเซี๊ยโจ้ว ปลีกไปก็เพื่อทดสอบบุญวาสนาตระกูลแซ่ซุง * นับเป็นลิขิตสวรรค์ * ต่อมาตระกูลแซ่ซุง ได้บุตรีสองคน คนโตแต่งงานกับ เอ็งบ่วงตั๊ก เป็นขุนพลสามทัพส่วนอีกคนหนึ่งแต่งกับ ลิ้มไต้ซิม ซึ่งเป็นจอหงวนฝ่ายบุ๋นราชวงศ์หมิง เลยเป็นตำนานของเมืองแต้จึ๋วสืบมา ต่อมาท่านเซี๊ยโจ้ว ได้เดินทางมาถึงภูเขาซึงโพ่งซัว ท่านได้บอกกับชาวบ้านที่อาศัยในหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง ให้ตระเตรียมอัฐิบรรพชนให้พร้อม เมื่อได้ยินเสียงฆ้องดังขึ้นบนเขาให้นำอัฐิลงฝังทันที (ฤกษ์ยามท่านเซี๊ยโจ้วได้คำนวณแล้ว) พอถึงฤกษ์ยามดังกล่าวท่านเซี๊ยโจ้ว จึงได้เดินทางขึ้นบนยอดเขาซึงโพ่งซัว และตีฆ้องจนเสียงดังกึงก้องไปทั่ว ชาวบ้านรีบนำอัฐิไปฝังกลนบอย่างรวดเร็วทันที ส่วนพวกเศรษฐีมัวแต่หาตำแหน่งทิศทางกว่าจะกลบได้สียงตีฆ้องก็ยุติลง ต่อมาพวกเศรษฐีค่อยๆยากจนลง ส่วนพวกที่ยากจนก็ค่อยๆร่ำรวยขึ้น เคยมีผู้ถามท่านเซี๊ยโจ้ว ว่าเป็นเพราะเหตุใด ท่านตอบว่า ภูเขาซึงโพ่งซัว เป็นเขากิเลนวันนั้นเป็นวันที่กิเลนเปลี่ยนเกล็ดพอสิ้นเสียงฆ้องหยุดลงกิเลนก็เปลี่ยนเกล็ดเรียบร้อย พอสิ้นเสียงจะเป็นฤกษ์อัปมงคล นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย ในบั้นปลายชีวิตของท่านเซี๊ยโจ้ว ได้มาอยู่กับตระกูลโล้ว หมู่บ้านห่งกั้งที่ตำบลกุ้ยสือ อำเภอเตี่ยเอี๊ย แม่เฒ่าตระกูลโล้ว ได้ให้การดูแลเป็นอย่างดีทำให้ท่านรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ท่านเซี๊ยโจ้วได้ถอดเสื้อคลุมออกตากแดดไว้ แต่หารู้ไม่ว่าในขณะที่นอนหลับอยู่ ท่านแม่เฒ่าเห็นว่าเสื้อคลุม ทั้งสกปรก ทั้งเหม็น มีเหาเต็มไปหมดด้วยความหวังดีจึงได้ซักให้โดยนำน้ำร้อนมาราด ทันใดนั้น ท่านเซี๊ยโจ้ว ก็ต้องสะดุ้งตื่นพร้อมร้องว่า * ชีวิตข้าคงจบสิ้นแล้ว * (เพราะตอนราดน้ำร้อนลงไปที่เสื้อคลุมนั้น ตัวเหาถูกน้ำร้อนลวกตายหมด และตัวของเซี๊ยโจ้ว เองก็มีลักษณะคล้ายกับถูกน้ำร้อนลวกเช่นกัน สมกับคำร่ำลือที่กล่าวว่า ตัวเหาที่แท้จริงนั้นคือองษ์รักษ์ประจำกายท่าน ท่านรู้ตัวดีว่ามิอาจหลีกพ้นชะตากรรมครั้งนี้ได้ จึงได้สั่งครอบครัวตระกูลโล้ว ว่าเมื่อท่านสิ้นชีวิตลงให้จัดการฝังศพไว้บนเนินสูงริมธารน้ำกั้ง ซึ่งเป็น * ฮั๊วกูตี่ * อันเป็นทำเลที่เป็นมงคลอย่างยิ่งและที่แท่นศิลาให้เขียนคำว่า * สุสานแห่งเทพภูมิทัศน์ ซักบ้อเซียน *




ที่มา : มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต

- ข่าวประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิ
- ข่าวอุบัติเหตุจราจร
- กิจกรรมฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยและอาสาสมัคร
- เหตุพบผู้เสียชีวิตและเหตุอื่น ๆ
- ยานพาหนะประจำมูลนิธิ
- ประวัติเทพเจ้าองค์โป๊ยจุนเชี้ยฮุด
- ยานพาหนะอาสาสมัครมูลนิธิ(น.เขต) และรถสนับสนุน
- อุปกรณ์กู้ชีพ-กู้ภัยของมูลนิธิ
- กิจกรรมฝ่ายพิธีกรรม
- สรุปการปฏิบัติงานในแต่ละเดือน
- กิจกรรมสนับสนุนและช่วยเหลือสังคม
- ผู้อยู่ในอุปถัมภ์ของมูลนิธิ 21 ราย
 
   
ทั้งหมด
พิธีกรรมฉลองวันเกิดพระตังลิ้วฮุดกุน วันที่ 18 กรกฏาคม 2559

ร่วมสังเกตการณ์ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินแบบบางส่วน ท่าอากาศยานภูเก็ต (Partial Emergency Exercise) ประจำปี 2559

พิธีฝังศพ ณ สุสานเขารัง วันที่ 13-07-59

 
พิธีกรรม
 
 
 
   
     มูลนิธิกุศลกรรมภูเก็ต
             34 ถนนพูนผล ซอย 9 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000
     โทรศัพท์: +66 (0) 7621 1706, +66 (0) 7635 5330
             โทรสาร: +66 (0) 7635 5304
     อีเมลล์: kusoltam_pk@hotmail.com
     เว็บไซต์: www.kusoldharmphuket.com

Copyright © 2011- 2014 มูลนิธิกุศลกรรมภูเก็ต สงวนลิขสิทธิ์.
ออกแบบและพัฒนาโดย Viewshop-asia.com



ดูผ่านคอมพิวเตอร์ คลิก
ดูผ่านมือถือ คลิก